[SF] Yellow umbrella with little duck sing

posted on 14 Jul 2009 21:10 by chan-shinwon  in FICTION
 

NAME     :   [SF] Yellow umbrella with little duck sing

COUPLE   :    CHANGMIN X ONEW  

WRITHER  :    CHAN_SHINWON

RATE     :    PG - 13

TALK     :    ช๊อตฟิคชางอน คู่เลิฟของเค้า อ๊า........(คู่ที่ไม่มีใครจิ้น 555) จะบอกไว้ก่อนว่าเพราะฝนตกถึงได้แต่งโฮกกก คิดถึงชางมินพอๆกับคิดถึงหญิงอน

 

อ๊อ......บอกไว้ก่อนนะคะว่าที่นี่ YAOI ถ้าใครไม่ชอบก็ปิดไป

และ++++นี่ฟิคชางมินดงบังชินกิ กับ อนยูชายนี่นะคะ ชายรักชายด้วย ถ้าไม่ชอบคู่นี้หรือไม่คิดจะลองอ่าน อย่าอ่านเลยค่ะ ปิดได้เลย อย่าล่ากันเลยนะคะ

 

แต่ถ้าคุณอยากลอง ก็เลื่อนลงไปอ่านเลยค่ะ 555

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

อ๊ะ......ฝนตก

 

 

 

 

 

  

            สายฝนสีครามสาดเทลงมาจากฟากฟ้า หยดน้ำเม็ดโตร่วงหล่นปะทะผิวกายเย็นเฉียบของร่างบางในชุดนักศึกษา เสียงฟ้าฝ่าฟ้าร้องดังครืนไปทั่วทุกพื้นที่ ยิ่งทำให้คนขวัญอ่อนกลัวมากขึ้นไปใหญ่ ริมฝีปากแดงเริ่มช้ำม่วงเพราะความทารุณของสภาพอากาศในช่วงหน้าฝนของกรุงโซล มือบางขยับเสื้อสูทสีเทาตัวนอกให้แนบกาย พร้อมพยายามก้าวขาเรียวยาวให้กระชั้นมากขึ้น

 

 

 

.................หวังเพียงแต่ว่าจะหลุดพ้นความหนาวเหน็บนี้ไปเสียที

 

 

 

 

            ยามเย็นของถนนสายคังนัมที่มักจะมีผู้คนพลุกพล่านอยู่เสมอ กลับเงียบเหงาไปเพราะเจ้าน้ำเย็นๆที่หล่นลงมาจากฟ้าแท้ๆ นึกโทษเจ้าฝนตัวดีที่ทำให้การเดินทางของเขามันแย่ลงกว่าเดิมจากที่เคยเป็นอยู่ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ร้านรวงที่ปิดประตูก่อนเวลา ไม่มีโอกาสได้พักหลบฝนที่ไหนเลยซักนิด

 

 

 

เจ้าฝนเกเร

 

 

 

 

            เจ้าของกลุ่มผมนุ่มสีน้ำตาลอ่อนตัวทรงกะลาพึมพำออกมาเบาๆพร้อมทำหน้ายู่ เหมือนกับว่าน้ำใสๆที่ไหลลู่ลงกับหน้าเนียนของเขาจะฟังรู้เรื่องอย่างนั้นแหละ ขยับมืดปาดน้ำออกจากหน้าตัวความรำคาญเล็กน้อย ร่างบางรู้สึกได้ว่าตัวของตนนั้นเหนียวเหนอะหนะไปหมด น้ำทำให้เสื้อชื้นแฉะจนแนบตัว เขาเลยเดินไม่ค่อยถนัดนัก

 

 

 

รู้ตัวอีกทีเขาก็เดินจ้ำอ้าวมาถึงหน้าบริษัทเอสเอ็มทาวน์เอนเตอร์เทนเมนต์เสียแล้ว คนตัวบางรีบวิ่งเข้าไปในบริษัทเพื่อเขาจะได้เลิกเล่นน้ำฝนเสียที ถอนหายใจเฮือกออกมาอย่างโล่งอกแล้วยิ้มออกมาบางๆ

 

กำลังจะเดินเข้าไปเปลี่ยนชุดที่ห้องซ้อมแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นร่มหลายคันถูกวางเรียงตากไว้เพื่อให้สะเด็ดน้ำ

 

            เหลือบมองไล่ไปทีละคันแล้วก็ต้องเบ้หน้า เมื่อเห็นร่มสีเหลืองลายเป็ดร้องเพลงนอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้นตรงแถวๆกระถางต้นไม้ นึกโกรธเข้าไปใหญ่เมื่อนึกถึงหน้าของเจ้าของร่มลายปัญญาอ่อนนั่น

 

 

 

 

 

 

....................ทั้งๆที่ความจริงตัวเขาเป็นคนซื้อมาฝากแท้ๆ...................

 

 

 

 

 

 

....................แต่เจ้าตัวคนได้รับฝากกลับหยิบยื่นให้คนอื่นยืมอย่างไม่ไว้หน้าเขาซักนิด................

 

 

 

 

 

 

 

            ภาพของรุ่นน้องร่วมวงร่างสูงชะลูดอันเป็นเอกลักษณ์ที่เดินกางร่มขณะเดินกลับบ้านแวบเข้ามาในหัว มินโฮจะเดินผ่านหน้ามหาลัยของเขากลับบ้านเวลาสี่โมงเย็นเสมอทำไมเขาจะจำไม่ได้ เจ้าเด็กโย่งนั่นก็ทำอย่างนี้จนเป็นปกติอยู่แล้ว เพียงแค่วันนี้เท่านั้นที่มันแตกต่าง

 

 

 

            ร่มสีเหลืองสดที่อยู่ในมือมินโฮ........คือร่มแสนรักที่เขาเก็บเงินซื้อให้ใครคนนึงกับมือ ใครคนนั้นที่เขากำชับเสมอว่าอย่าให้ใครยืมร่ม กำชับให้พกติดตัวอยู่ตลอดเวลา..........

 

 

 

 

            และเขาก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมร่มคันนี้ มันถึงได้มาอยู่ในมือของมินโฮได้

 

อาจเป็นเพราะเขาคนนั้นเป็นรุ่นพี่คนสนิทของเจ้าเด็กโย่ง เลยดูใกล้ชิดกันมากกว่าคนอื่น

 

 

 

 

แต่แล้วเขาเป็นใคร!!!.........ลี จินกีคนนี้เป็นถึงคนรักเชียวนะ.......

 

 

 

 

................ทำไมไม่ฟังกันบ้าง

 

 

 

 

 

 

 

เราอุตส่าห์บอกว่าไม่ให้คนอื่นยืม แล้วทำไมมันถึงได้ไปอยู่ในมือมินโฮได้หล่ะเจ้าเป็ดต๊องเบะปากพร้อมกับเช็ดน้ำตาที่มันไหลมารวมกับหยาดน้ำฝนบนใบหน้าด้วยความน้อยใจ

 

 

 

 

            เขารู้ว่าคนรักของเขาไม่ใช่คนใจแคบ เขาก็ไม่ใช่คนใจแคบเหมือนกัน หลายคนอาจคิดว่าแค่ร่มคันเดียวมันจะอะไรกันนักกันหนา แต่นั่นแหละที่สำคัญ.........เขารู้ว่าคนรักของเขาหน่ะห่วงสุขภาพหยั่งกับอะไรดี พกร่มทีไม่ต่ำกว่าสามคันแน่นอน

 

 

 

แล้วถ้าคนจะยืม.......ทำไมถึงไม่ให้คันอื่นไปหล่ะ

  

 

 

 

 

เป็ดบ้า.....เจอหน้าพ่อจะจับถอนขนไม่ให้เหลือเลยคอยดู ฮือ.....พุดแล้วก็เดินโซซัดโซเซตรงเข้าไปทางห้องซ้อมพิเศษของชายนี่เหมือนคนไร้วิญญาณ

 

 

 

 

ครืด...........

 

 

 

            มือบางเลื่อนประตูห้องแล้วแทรกกายเข้าไปในห้องซ้อมพร้อมกับถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่เมื่อเห็นสภาพของคนในห้อง

 

 

 

 

อ้าวพี่อนยู มาสายนะเนี่ย...รู้ป่าวว่าเค้าซ้อมจบไปตั้งสามรอบแล้วจงฮยอนที่นอนแผ่พุงอยู่กลางร้องร้องทักลีดเดอร์อย่างอารามณ์ดี ซากถุงเท้าชื้นน้ำยังกองอยู่กับร้องเท้าผ้าใบเคลือบโคลนตรงข้างห้อง ที่พากันส่งกลิ่นโชยไปแตะจมูกของคนที่เข้ามาใหม่

 

 

 

...............ไม่บอกก็รู้ว่าคงซ้อมหนักจริงๆ กลิ่นนี่หยั่งกับหมาตายทั้งตัว..................

 

 

 

พี่จงฮยอนอุบาด เอารองเท้าไปตากข้างนอกเลยไป คีย์สุดหล่อคนนี้ทนไม่ไหวแล้วนะเฟ้ยตามมาด้วยเสียงของร่างโปร่งที่นั่งอุดจมูกอยู่มุมห้อง คีย์เลื่อนตัวถอยห่างจากจงฮยอนที่กลิ้งเข้าไปหาอย่างรังเกียจ แต่อีกคนกลับไม่ใส่ใจแถมยังหัวเราะร่าต่อไป

 

 

 

 

....อา......อย่าเสียงดังกันสิครับผมไม่ได้ยินเสียงการ์ตูนเลยนะจินกีหันหน้าไปดูน้องเล็กของวงที่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่หน้าทีวี ภาพของการ์ตูนในตำนานอย่างเจ้าชายกบกำลังฉายตอนที่เจ้าหญิงจูบเจ้ากบด้วยสีหน้าไม่ดีนัก แทมินบิดตัวเขินไปกับฉากเลิฟซีนตรงหน้า ก่อนจะเอามือเล็กๆเอื้อมมาปิดแก้มแดงๆของตนเอง

 

 

 

 

โรแมนติกจังเลย.....

 

 

 

   

...............ห๊ะ.................โรแมนติก!!!

 

 

 

 

เห็นอยู่ชัดๆว่าเจ้าหญิงมันรังเกียจจะตาย นี่เรียกโรแมนติกเหรอแทมิ๊นนน.........

 

 

 

  

แทมินอา.......เดี๋ยวพี่จงฮยอนคนนี้จะเป็นเจ้าชายให้แทมินเองดีมั้ยหล่ะ....เจ้าคนตัวเตี้ยเอ่ยขึ้นด้วยเสียงยานคางแถมกระดึ๊บท่าหนอเข้ามาหาน้องคนเล็กด้วยท่าทีน่าหมั่นไส้สุดๆในสายตาจินกี

 

 

 

 

เจ้าชายปากห้อยหน่ะเหรอพี่จงฮยอน

 

 

 

 

  ไม่ใช่......จงฮยอนปฏิเสธแล้วล้มตัวลงนอนเกยตักน้องอย่างเนียนๆ 

เจ้าชายจมูกบานใช่มั้ยฮะทางนี้ก็หลอกด่าพี่ชายได้อย่างเนียนๆเช่นกัน 

 

 

 

 .....ก็ยังไม่ใช่นะแทมิน

 

 

 

 

 

 

  

อ๊ะๆ.....นี่แน่ๆเลยเจ้าเห็ดน้อยที่นั่งนึกอยู่นานกระดี้กระด้าขึ้นมาทันทีที่นึกขึ้นได้

 

 

 

 

 

 

 

  

เจ้าชาย.....เจ้าชายที่ตัวเตี้ยกว่าเจ้าหญิงใช่มั้ยหล่ะ

 

 

 

 

 

 

   

.............ม๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย..........

 

 

 

 

  

            แม้จงฮยอนจะไม่ได้ร้องออกมาอย่างนั้นแต่จินกีก็ดาได้ดีจากสีหน้าช๊อกโลกแตกของน้องชายคนรอง เจ้าชายตัวเตี้ยดิ้นไปดิ้นมาอย่างไม่ค่อยพอใจในคำตอบนัก แต่ก็ไม่ได้โวยวายอะไรออกไป จินกียิ้มอย่างขำๆ แล้วก็เริ่มสำรวจสมาชิกอีกครั้ง

 

 

 

 

  

สามคน...........

 

นับยังไงก็ได้แต่สามคน...........

 

ถึงรวมตัวเขาด้วยก็สี่

 

 

 

 

 

 

    

คีย์......มินโฮไปไหน

 

 

 

 

            เอ่ยเรียกชื่อของคนที่ไม่อยากเจอหน้าซักเท่าไหร่ออกมาด้วยความยากลำบาก เขารู้ว่าความจริงแล้วมินโฮไม่ผิดเลยซักนิดที่ใช้ร่มคันนั้น แต่มันก็นึกกลัวไม่ได้ว่าซักวันมินโฮอาจจะได้อะไรนอกเหนือจากร่มไปจากคนรักของเขา

 

 

 

 

 

   หือ พี่กับมินโฮเสียงทุ้มของร่างสูงนี่นอนเล่นอยู่บนเตียงเอ่ยขึ้นมาอย่างสงสัย คำถามจากร่างบางที่ตอนนี้นอนหนุนแขนของเขาอยู่เรียกให้นึกขบขันไม่ใช่น้อย

ใช่ฮะ.....พี่กับมินโฮหน่ะ คิดอะไรกันลับหลังผมหรือเปล่าพูดพร้อมกับใช้มือตีพุงคนข้างๆเล่นด้วยความงอนนิดๆ แต่นั่นกลับทำให้ร่างสูงหัวเราะร่า

โถ.....พี่น้องกันครับคนดี.....กลัวอะไรอยู่เนี่ยฮึเกลี่ยปอยผมที่ปิดบังหน้าผากมนของคนตรงหน้าให้พ้นทาง ก่อนที่ใบหน้าคมจะก้อมลงมาประทับริมฝีปากแผ่วเบาแทน 

พี่รักจินกีคนเดียว....เชื่อพี่เถอะนะ  

 

 

 

 

...ยู....อนยู......พี่อนยู!!!”

 

 

 

 

ห๊ะ....ห่ะ อะไรคีย์ร่างบางสะดุ้งตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากรุ่นน้อง คีย์ทำหน้าแปลกใจเมื่อเห็นพี่ชายที่แสนดีของเขาเหม่อขนาดนั้น เรียกเป็นสิบรอบแล้วสติเต้าหู้ถึงได้พื้นคืน แล้วสีหน้าเจ็บปวดนั่นมันอะไรกัน.......พี่อนยูเป็นอะไรเนี่ย

 

 

 

 

พี่เป็นอะไรหรือเปล่า

 

 

 

เปล่าหรอก...เปล่า......ว่าแต่มินโฮหล่ะรีบปฏิเสธเป็นพัลวันแล้วถามซ้ำอย่างเดิมอีกรอบ คีย์กลอกตาไปมา ......ได้ข่าวว่าเมื่อกี้ก็บอกไปแล้ว แต่มัวเหม่ออยู่เอง

 

 

 

 

มินโฮไปหาพวกพี่ๆดงบังที่ห้องซ้อม ได้ข่าวว่าพี่ชางมินเรียกไปเพราะมีเรื่องอะไรซักอย่างนี่แหละ

 

 

 

 

 

 

 

   

.........................ได้ข่าวว่าพี่ชางมินเรียกไปเพราะมีเรื่องอะไรซักอย่างนี่แหละ...................

เสียงคีย์ดังสะท้อนอยู่ในหัว น้ำตาของอนยูเริ่มรื้นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อคิดว่าพี่ชางมินจะเรียกมินโฮจะไปทำอะไรที่นั่น นอกจากไปนั่งคุยหัวร่อต่อกระซิกกันอย่างที่เคยทำเป็นประจำ

 

 

 

 

มินโฮเป็นคนดี......เขารู้

 

 

 

แต่นึกยังไงก็ไม่อาจจะทนได้.................ก็ในเมื่อ

 

 

 

 

 

  พี่ชางมินเป็นคนรักของเขาแท้ๆ  

 

 

 

 

พอพี่เขาเรียกปุ๊บไอ้บ้านั่นก็วิ่งไปปั๊บเลย น่าหมั่นไส้จริงๆร่างโปร่งก็ยังคงพูดต่อไปโดยไม่ได้ทันสังเกตุคนตรงหน้าที่น้ำตาคลอหน่วยแล้ว

 

 

 

  

....................เจ็บ.......................

 

 

 

เขารอพี่ชางมินกลับจากญี่ปุ่นตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ร้องไห้เพราะคิดถึงไปตั้งหลายครั้ง......รอวันนี้เพื่อจะได้เจอหน้ากับคนที่เขารัก

 

 

 

..................เรื่องให้ยืมร่มยังไม่ทันหาย..............

 

 

 

..................พี่ยังอยากเห็นหน้าเขาก่อนผมอีกเหรอ.................

 

 

 

 

 

  

....ฮึก.......บ้า........คนบ้า.......

 

 

  

อะไรนะพี่อนยู.......เฮ้ย...พี่อนยู!!!”รุ่นน้องร่วมวงร้องขึ้นมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นหัวหน้าวงของตัวเองทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างหมดท่า ร่างบอบบางสะอื้นเสียตัวโยน

 

 

 

 

 

.....................เสียใจ.....................

 

 

  

.....................ทำไมพี่ถึงไม่สนใจความรักของผมบ้างเลย......................

 

 

 

 

            เมื่อเห็นลีดเดอร์ตัวเล็กยังร้องไห้ต่อไปโดยไม่สนใจคนอื่นในห้องแล้ว จงฮยอนที่ทำตัวไร้สาระมานานก็ลุกขึ้นเดินมาลูบหัวคนใจเสียแผ่วเบา......เขาไม่อยากจะพูดอะไรออกมา......เพราะเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนตรงหน้าร้องไห้ด้วยเรื่องอะไร

 

 

 

แต่ไม่บ่อยครั้งนักหรอกนะ ที่อนยูจะร้องไห้ออกมาอย่างหนักขนาดนี้

 

 

 

 

 

...พ.....พี่อนยู...ฮึก.....พี่อนยูอย่าร้องไห้สิฮะ....ฮือเจ้าน้องเล็กเมื่อเห็นพี่ใหญ่เสียใจขนาดนั้นก็เริ่มร้องออกมาเช่นกัน บนเวทีที่เห็นน้องไม่ร้องไห้.......คุณไม่รู้หรอกว่าน้องต้องสะกดมันไว้แค่ไหน

 

 

 

เขาอยากจะโตไวๆ....อยากช่วยให้พี่คนโตอย่างอนยูไม่เหนื่อย

 

 

เขาพยายามทำทุกอย่างแล้ว............แต่ทำไมพี่อนยู ถึงได้ร้องไห้อีกหล่ะ

 

 

 

 

 

   

            ระหว่างที่ทั้งสี่คนกำลังตกอยู่ในอารมณ์เศร้าหมอง ประตูบานเดิมที่ร่างบางเคยเดินเข้ามากลับถูกเปิดออกด้วยฝีมือของคนที่ถามหากันอยู่เมื่อกี้

 

 

 

  

ฮ่ะๆ.......พี่ชางมินอย่าเล่นอย่างนี้..สิ.....ฮ๊ะ!!!! พี่อนยู เป็นอะไรคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่เมื่อเห็นสภาพของหัวหน้าวงเป็นแบบนั้นแล้วก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันที

 

 

 

 

            จินกีเงยขึ้นมองน้องเพียงชั่วครู่ก็รีบก้มหน้าหนี.........พี่ขอโทษนะมินโฮ........พี่ไม่ได้โกรธนาย...........แต่พี่ไม่อยากจะเห็นหน้านายในตอนนี้จริงๆนะ

 

 

       

จินกี........จินกีของพี่เป็นอะไรไปครับ....หือตัวการของการร้องไห้ถามเสียงนุ่มโดยไม่ได้รู้อีโหน่อีเหน่เลยซักนิด น้องเล็กของวงดงบังชินกิย่อตัวลงมานั่งข้างๆคนตัวบางแล้วเอื้อมมือไปลูบแก้มเนียนใสที่ตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาเบาๆ แต่กลับถูกสะบัดออกมาอย่างไม่ไยดี

 

 

 

....................เป็นอะไร......ผมเป็นอะไรพี่ไม่รู้จริงๆเหรอ.................

 

 

 

 

......จินกี......อย่าดื้อสิคนดี

 

 

   

ฮึก......เพราะผมมันดื้อ......พี่เลยดื้อ..ฮึก....ดื้อกับผมบ้างใช่มั้ยเอ่ยประโยคที่ทำให้คนรักขมวดคิ้วมุ่น ชางมินพินิจมองใบหน้าของอนยูด้วยความสงสาร ตาใสที่เลยวาววับเหมือนคนไฮเปอร์อยู่ตลอดเวลาตอนนี้กลับแดงช้ำ พอๆกับจมูกรั้นที่แดงขึ้นเพราะความแสบในโพรงจมูก

 

 

 

 

ดื้อ....พี่ดื้ออะไรเหรอครับ....หือ....?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   

ร่มคันนั้น...ฮึก....ผมบอกแล้วไง....ว่าไม่ให้...ฮึก...ไม่ให้ใครยืม!”โพล่งออกมาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ จินกีเงยหน้าที่มีแต่น้ำตาเกาะพราวขึ้นมามองชางมินอย่างตัดพ้อ ปากบางที่เคยแดงตอนนี้ซีดช้ำไปหมดเพราะความหนาว

 

 

 

หนาวทั้งกาย.....และใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.....จ...จินกี....พี่.....ไม่รอให้ตัวเองได้พุดอะไรมากกว่านี้ ชางมินตะปบหมับเข้าไปที่ข้อมือของร่างบางทันทีก่อนที่จะก้าวฉับๆลากอีกคนออกไป ทั้งๆจินกีไม่ได้เต็มใจเลยซักนิด ทิ้งไว้เพียงความงุนงงของคนทั้งสาม และ คนที่ยืนนิ่งสนิทหน้าซีด เพราะรู้ว่าเรื่องมันเกิดจากอะไร......จากใครด้วย

             คีย์เบนสายตาจากประตูที่เปิดกว้าง แล้วเหล่ไปทางรุ่นน้องร่วมวงอีกคนที่ยืนนิ่งเป็นอนุสาวรีย์ด้วยสายตาคาดคั้น   

 

 

 

.....สองคนนั้นเขาเป็นอะไรของเขารู้มั้ยมินโฮ......

            

ปล่อยผมนะเป็ดบ๊อง เป็ดบ้องตื้น!!!!”

 

 

 

            ร่างเล็กก้าวถอยหลังไปก็สะบัดข้อมือที่ถูกจับไว้ไป มืออีกข้างก็เอื้อมไปเกาะเสาเหล็กที่อยู่กลางห้องโถงชั้นล่าง รั้งตัวเองเอาไว้ไม่ให้ถูกฉุดไปเพราะแรงของร่างสูงที่ตอนนี้กำลังมองซ้ายมองขวาว่ามีคนเห็นหรือเปล่า

 

 

 

...จินกี....ใจเย็นน่า

 

 

  

ใจเย็นเหรอ.....ได้......อยากจะพูดอะไรก็พูดมาเลยชิมชางมิน!!!”

 

 

 

 

 

 

  

.................บอกเหตุผลผมมาซิว่าทำไมถึงได้ทำตัวนิสัยไม่ดีแบบนั้นห๊ะ!!!..................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ชางมินทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กตรงหน้าเริ่มมีน้ำโหขึ้นมา.......จินกีไม่ใช่คนที่จะโกรธใครง่ายๆ......แต่ถ้าโกรธแล้วก็ลุยดะไม่ไว้หน้ากันเลยทีเดียว

 

 

 

คือพี่.....เอางี้ เรื่องร่มก่อนแล้วกัน

 

 

 

ไม่พูดเรื่องร่มแล้วจะพูดเรื่องไหนห๊ะ ก็ผมโกรธพี่เรื่องนี้นี่แหละ บอกแล้วกี่ครั้งว่าไม่ให้ใครยืม ทำไมไม่ฟังที่ผมขอร้องบ้างเล....อื้อ!!!”

 

 

 

 

 

            มือบางทุบแผ่นอกของคนตรงหน้าด้วยความไม่พอใจเมื่อเสียงของเขาถูกสะกดกลั้นเอาไว้ด้วยริมฝีปากของอีกคน ชางมินจัดการคนขี้หึงด้วยวิธีของเขา.....วิธีปลอบโยนจิตใจอันแสนหวานที่ใช้กี่ครั้งก็ได้ผล

 

 

 

            ริมฝีปากหนากดไล่ลงไปตามริมฝีปากอ่อนนุ่มของร่างบาง ละเลียดเข้าไปในโพรงปากหอมหวานที่นานนักจากที่ได้ลิ้มลองครั้งสุดท้าย กว่าอาทิตย์ที่เขาจากไปทำงานที่ญี่ปุ่น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคิดถึงคนตัวเล็กในอ้อมกอดนี่ขนาดไหน

 

 

 

กี่วันแล้วที่ไม่ได้กอด......ไม่ได้บอกรักอย่างที่เคยทำ

 

 

 

            ลิ้นอุ่นชื้นยังคงเกี่ยวกระหวัดตอบรับกันอยู่ในโพรงปากร้อน สัมผัสวาบหวิวชวนให้เคลิบเคลิ้มจนจินกีด้วยเอื้อมมือไปโอบรอบคอคนตัวสูงกว่าอย่างหาที่พึ่งพิง เรียวขายาวเริ่มหมดแรงที่จะยืนเพราะพลังกายถูกชางมินสูบไปจนแทบหมด กายบางสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงมือหนาที่ลูบไล้อยู่บนแผ่นหลังของเขา

 

 

 

 

......แฮ่ก.......อื้อ......ถอนจูบออกมาแล้วประทับซ้ำแรงๆไปอีกหนึ่งครั้ง จินกีหันหน้าหนีทันทีที่ชางมินปล่อยให้เป็นอิสระ แต่ร่างของเขาก็ยังคงถูกกอดอยู่โดยคนตรงหน้า

 

 

 

.......ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่ามันอบอุ่นแค่ไหน

 

 

 

 

 

 

 

  

.......พี่ขอโทษ.......

 

 

  

....เรื่อง....เรื่องอะไร

 

 

 

  พี่ไม่ได้ตั้งใจให้มินโฮยืมร่มหรอกนะเสียงทุ้มเอ่ยเบาๆที่กกหู แล้วผละไปสูดเอากลิ่มหอมจากกลุ่มผมนุ่มของคนที่ยืนนิ่งอยู่ในอ้อมกอด   

 

 

 

 

แล้วร่ม มันจะไปอยู่ที่มินโฮได้ยังไง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

'พี่ชางมิน ผมมาแล้ว.......อ๊ากกกกกกกกร่างสูงของผมโฮที่เพิ่งเดินเข้ามาทางประตูร้องเสียงหลงเมื่อโดนมือหนาของชางมินบิดหูอย่างแรง  

ใครใช้ให้เอาร่มคันนั้นไปห๊ะ รู้มั้ยว่ามันสำคัญมากแค่ไหน!!!”ทันทีที่เขากลับมาเหยียบเกาหลีเขาก็รีบตรงมาที่บริษัทเพื่อชำระความกับรุ่นน้องตำแหน่งแรปเปอร์แห่งวงชายนี่ด้วยความร้อนใจ          

                เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก่อนที่เขาจะบินตรงไปญี่ปุ่น เจ้ามินโฮมาหาเขาถึงที่หอพักเพื่อปรึกษาปัญหาหัวใจของมันกับใครบางคน แล้วขากลับฝนดันจะตก ไอ้น้องบ้าก็ตะโกนเรียกจากหน้าประตูบ้านถามหาร่มจากเขาที่นอนสะลึมสะลืออยู่บนโซฟาด้านใน โดยที่เขาไม่ได้มองหรอกว่ามันเอาคันไหนไป          

       แต่เมื่อหยิบข้าวของเตรียมออกจากบ้านแล้วนั่นแหละถึงได้พบว่า ร่มสีเหลืองลายเป็ดร้องเพลงของเขามันหายไปเสียแล้ว..............จะไปทวงมันก็ไม่ได้ไม่มีเวลา ผู้จัดการเร่งแล้ว จะโทรตามมันก็ดันปิดเครื่อง 

สุดท้ายก็ต้องบินไปญี่ปุ่นทั้งๆที่ค้างคาแบบนั้น 

ก็พี่ไม่ได้บอกผมนี่ว่าคันนั้นห้ามใช้อ๊า......  

นี่ฉันอุตส่าห์เอาไปซุกซ่อนไว้ข้างในสุดแล้วนะเว้ย แถมเขียนแปะไว้ด้วยว่าของชางมิน...ห้ามยุ่งแกยังจะกล้าแตะอีกเหรอ!!!”ตะคอกเสียงดังจนน้องนึกกลัว 

....................อ๊า........ก็เค้าไม่รู้นี่หน่า.......................อยากจะพูดออกไปอย่างนั้นแต่เมื่อเห็นสายคมจากรุ่นพี่ก็รีบกลืนประโยคลงคอไปในบัดดล มินโฮกลืนน้ำลายเอื้อก......ไม่เคยเห็นพี่ชางมินดุขนาดนี้เลยซักครั้ง  

จินกี....จินกีเห็นแกใช้ร่มคันนั้นหรือเปล่าถามด้วยความเคร่งเครียด เพราะรู้ว่าคนรักของเขาต้องโกรธแน่ๆถ้ารู้ว่าร่มถูกคนอื่นเอาไปใช้ วันที่จินกีให้มานั่น เจ้าตัวเล็กกำชับกว่าสิบรอบเลยทีเดียวว่าคันนี้เท่านั้นที่ไม่ให้ใครใช้  

ผมไม่แน่ใจอ่ะ........คือเลิกเรียนผมก็เดินผ่านมหาลัยพี่อนยูทุกวัน แต่ไม่ได้ใช้ร่มเลยนะ  

วันนี้ฝนตก แกได้ใช้หรือเปล่า  

...แหะ....ใช้ครับ  

ไอ้มินโฮ!!!”    

 

 

 

 

 

 

 

 

เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ........อ่ะ อย่าหัวเราะพี่สิจินกีร่างสูงพูดเสียงกระเง้ากระงอดเมื่อพบว่าพอร่างบางฟังจบปุ๊บก็ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่อายใคร อารมณ์เปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าจิ้งจกเปลี่ยนสีซะอีก

 

 

ก็ขำนี่หน่า พี่ถึงขั้นเขียนป้ายแปะไว้เลยเหรอฮะ....

 

 

ก็กลัวจะมีคนหยิบไปใช้จนใครบางคนต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งนี่แหละกระชับกอดแน่นก่อนจะโยกตัวเบาๆให้หายคิดถึงคนตรงหน้า จินกีพึมพำว่าร้ายเบาๆ แต่ใบหน้าขาวกลับแดงซ่านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เลยก้มลงไปซุกกับอกอุ่นของชางมินซะเลย

 

 

 

 

    

            ทั้งสองคนกอดกันอยู่นานเท่าไหร่เจ้าตัวเองไม่ทราบ แต่คนแปดคนที่ยืนหลบอยู่มุมกำแพงกลับรู้ดีที่สุด ภาพของลีดเดอร์ชายนี่และมักเนดงบังชินกิที่กอดกันแนบแน่นซะแทบจะเป็นเนื้อเดียวไปกระตุ้นต่อมความอิจฉาของใครหลายๆคน แจจุงกัดปากเบาๆระงับอารมณ์อิจฉา

 

 

 

อิจฉาไอ้น้องชายที่หาแฟนได้น่ารักขนาดนั้น

 

 

 

 

ฝ่ายคนอีกห้าคนอันได้แก่ ยุนโฮ จุนซู คีย์ จงฮยอน และแทมินก็นึกโกรธนิดๆที่มีข่าวดีขนาดนี้แต่ปิดกันไม่ให้รู้มาตั้งนาน ถึงว่าหายไปด้วยกันอยู่บ่อยๆ ที่แท้ก็แอบมามีซัมติงวรองค์กันนี่เอง

 

 

มินโฮตัวต้นเหตุก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นคนสองคนเข้าใจกันได้

 

 

 

 

 

 

ส่วนยูชอนหน่ะเหรอ.........โน่น ยืนพิงกำแพงฟังไอพอดอยู่โน่น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    

จินกี..........ชางมินพูดขึ้นมาเบาๆ มือหนาลูบตัวกลมๆนั่นด้วยความเอ็นดู จินกีที่หลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดครางฮือเล็กน้อยเป็นเชิงตอบรับ

 

 

 

...ฮื้อ.....

 

 

   

พี่รักนายนะคนดีของพี่

 

 

 

 

 

 

 

 

      

ผมก็รักพี่เหมือนกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                    ร่มสีเหลืองลายเป็ดร้องเพลงที่ถูกวางอยู่แถวๆหน้าล๊อบบี้ ร่มคันนี้ที่ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมามองว่ามันเป็นเพียงร่มลายปัญญาอ่อนของผู้ชายคนนึงที่พวกเขารู้จักกันดี

 .......ชิมชางมิน 

รู้ด้วยว่ามีแค่ร่มคันนี้เท่านั้นที่ใครก็แตะมันไม่ได้..... 

รู้ดีเลยว่าเจ้าชายตัวสูงรักร่มลายพิลึกนี่ขนาดไหน   .

.................แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าทำไม เขาถึงได้หวงมันขนาดนั้น  

  

คราวหลังเก็บร่มให้ดีกว่านี้หล่ะ!”

 

 

 

  

ครับ....พี่จะรักษาสุดชีวิตเลย

 

 

 

 

 

    ...............แล้วคุณรู้หรือยังหล่ะว่าทำไม?!?................  

 ..............หน้าฝนแล้ว อย่าลืมพกร่มกันนะครับ!..............

 

 

 

 

 

 

THE  END

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 ชอบไม่ชอบเนื้อหาของฟิคยังไงติชมได้นะค๊าบบบบ

แต่เรื่องคู่อย่าติเลยนะ ขอร้องค่ะ 555

 

ถ้ามีคนชอบ

จะแต่งมาเซ่น บ่อยๆแล้วกันน๊า

 

edit @ 14 Jul 2009 22:37:50 by [[MS.SHINWON CHAN]]

edit @ 14 Jul 2009 22:53:02 by [[MS.SHINWON CHAN]]

[FIC FMOF#INTRO] <<[[Fourth Man ~ One Family]]>> [INTRO]

posted on 29 Jun 2009 19:46 by chan-shinwon  in FICTION

NAME       :             <<[[Fourth Man ~ One Family]]>> [INTRO]

COUPLE   :            CHANGMIN X ONEW

                                JONGHYUN X TAEMIN

                                YUNHO X JAEJOONG

                                YUCHUN X JUNSU

                                FT. (แล้วแต่ตอนจ๊ะ)

WRITHER :           CHAN_SHINWON

RATE        :            G UP TO NC -17

TALK        :               จะพูดอะไรดี 555+ จะบอกว่าใครไม่ชอบคู่เมนหลักที่เราว่าก็กดปิดไปนะคะ เพราะว่านี่คือเมนจริงๆ - - แล้วอีกอย่าง NC -17 ที่เราว่าเนี่ย คือ มันมีการใช้ภาษารุนแรงค่ะ เช่น กู กะ มึง (ตอนหน้าเจอแน่) ส่วนฉากเรทเนี่ย คงยังไม่มีนะคะ เพราะว่า หญิงอนยูยังเด็กอยู่ - - น้องแทมก็เช่นกันค่ะ (แล้วคนอื่นหล่ะเอ็ง - -) ยังไงก็ฝากฟิคด้วยนะคะ

 

เอ้อ ขอบอกว่านิยายเรื่องนี้ YAOI นะคะ ชายรักชายหน่ะ คงจะรู้จักกัน - - ถ้าไม่ชอบก็ปิดไปนะคะ อย่ามาว่ากันเลยนะ

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

                ความรัก มีรูปแบบอยู่หลากหลาย ไม่มีกำหนดอะไรตายตัว คนแต่ละคนย่อมมีความรักที่แตกต่างกัน ถึงแม้ จะอยู่ในสถานที่เดียวๆกัน เวลาใกล้ๆกัน หรือแม้แต่สถานการณ์เดิมๆ ความรัก ก็ยังเกิดขึ้นไม่พร้อมกันด้วยซ้ำ

 

 

 

มันจึงไม่แปลกเลย ถ้าคนสี่คน สี่นิสัย สี่ความคิด แต่ดันอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน จะมีความรักที่แตกต่างกันออกไป............

 

 

 

 

 

 

.

 

 

<<[[Fourth Man ~ One Family]]>>

 

 

..

 

 

.

 

[INTRO]

 

 

 

 

 

 

 

"อ๊ากกกกก พี่ชางมินอย่าทำอะไรผมนะ"

 

 

                เสียงโหวกเหวกโวยวายของเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษาดังขึ้นภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ ชายเสื้อสีขาวหลุดลุ่ยออกจากกางเกงแสลคสีดำ กลุ่มผมสีเข้มยุ่งเหยิงไปหมดเพราะแรงกระทำจากบุคคลอันตรายอันดับสามของบ้าน

 

 

                คิม จงฮยอน วิ่งเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ไปทั่วจนจะครบทุกห้องอยู่แล้ว ทั้งๆที่เขาเหนื่อยซะจนแทบจะล้มลงไปคลานกับพื้น แต่ลูกพี่ลูกน้องตัวดีของเขากลับยังไม่มีเหงื่อออกมาให้เห็นซักเม็ด

 

 

...............นอกจากจะบ้าแล้วยังถึกอีกนะชิม ชางมิน!................

 

 

"จะไปไหนไอ้เด็กเวร มานี่เลย!!!"

 

 

                ร่างสูงวิ่งไล่ตามคนเตี้ยกว่าไปอย่างเคียดแค้น หลังจากที่เขาไปเรียนมาทั้งวัน พบเจอกับร่างของครูใหญ่(ศพ)มากมาย กลับบ้านมาหมายจะกินชูว์ครีมแสนอร่อยที่พี่จุนซูทำไว้ซะหน่อย แต่ไอ้เตี้ยตรงหน้านี่ดันมาทำท่าดี้ด้าบอกหน้าตายว่าตัวเองเขมือบไปหมดแล้ว

 

 

..............มันน่านักมั้ยหล่ะ!!!............

 

 

 

"วันหลังก็ให้พี่จุนซูทำให้ใหม่ก็ได้นี่นา -3-"

 

 

"ก็ฉันจะกินวันนี้นี่!!!"

 

 

 

"TTOTT โหย ไร้เหตุผลที่สุดเลยยยย"

 

 

 

                เจ้าน้องเล็กเบะปากออกพร้อมกับบีบน้ำตาหวังจะให้พี่เห็นใจ แต่ไอ้หน้าหล่อๆนี่ทำยังไงก็ไม่น่ารัก

ยิ่งทำแบบนี้รังแต่จะทำให้อีกคนยิ่งหมั่นไส้ ชางมินกระโดดเข้าเฮดล็อกจงฮยอนด้วยความรักอย่างยิ่ง ก่อนที่จะจับทุ่มลงบนโซฟาอย่างแรง

 

 

"แอ๊ก"ร้องออกมาเพราะความจุก ขณะที่อีกคนก็ย่างสุขุมเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

 

 

"....จ.....จะทำอะไรหน่ะ.....เฮ้ย ไม่เล่นนะพี่"คนเตี้ยกว่าถอยกรู เมื่อเห็นว่าชางมินแสยะยิ้มปีศาจออกมา

 

 

 

 

 

 

...................จะไม่ให้คิม จงฮยอนคนนี้กลัวได้ไง.....................

 

 

..................ในเมื่อพี่ชายของเขาถือปากกาเมจิคหลากสีเดินตรงเข้ามาอย่างนั้น!!!!!!...................

 

 

 

"หึหึหึ วันนี้แกได้หล่อมากกว่าเดิมแน่น้องรัก ^_,^"

 

 

 

 

"TT[]TT อย่าน๊า.........ปล่อยผมไป!!!!"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"หือ เสียงอะไรหน่ะ"

 

                ร่างบางขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่เดินเข้ามาภายในบ้าน เท่าที่จำได้เสียงโวยวายแหลมปี๊ดแบบนี้คงไม่พ้นเป็นเสียงของน้องชายเขาแน่ๆ เพียงแต่วันนี้มันโวยวายด้วยเรื่องอะไรเท่านั้นเอง

 

"สงสัยเจ้าจงทะเลาะกับมินมินมั้งฮะพี่แจ"ร่างเล็กที่เดินเข้ามาพร้อมกันเมื่อกี้เอ่ยขึ้น คิม จุนซูส่ายหน้าเบาๆเป็นเชิงละเหี่ยใจกับความเป็นเด็กของคนทั้งคู่ ชางมินนี่ก็ขี้แกล้งที่หนึ่งหล่ะ ส่วนอีกคนก็วิ่งวุ่นวายไปทั่ว จะไม่ให้ตีกันทุกวันได้ไง

 

"พี่ว่าจุนซูเอาขนมไปล่อมินมินออกมาก่อนที่เจ้าจงมันจะเละคามือดีกว่านะ"พี่คนโตของบ้านพยักเพยิดให้น้องชายไปจัดการ ส่วนตัวเองก็เดินเลี้ยวซ้ายเข้าห้องครัวไปเตรียมทำกับข้าวมื้อเย็น

 

                ภายในบ้านหลังมโหฬารของตระกูลคิม อันเป็นที่อยู่ของคนสี่คน ได้แก่คิม แจจุง พี่ชายคนโต ผู้มีใบหน้าสวยหวานราวกับนางฟ้า น้องชายคนรอง คิม จุนซู ผู้น่ารัก คิม จงฮยอน เจ้าตัวเล็กของบ้าน ที่ความหล่อไม่ได้ส่งผลต่อส่วนสูง และคนสุดท้าย ชิม ชางมิน ผู้ที่ส่วนสูงไม่ได้ส่งผลต่อความหล่อ

 

 

(เฮ้ย หลอกด่ากันหรือเปล่าวะ!!! : ชางมิน)

 

 

"มินมิน จงจง พี่กลับมาแล้ว"จุนซูเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นพร้อมกับเรียกน้องชายเสียงอ่อนเสียงหวาน ในมือก็ถือถุงขนมเค้กเข้ามาล่อ ก่อนจะสังเกตเห็นถึงอะไรบางอย่างบนโซฟา

 

".....ฮะ...ฮ่าๆ พี่ชางมินอย่าเล่นอย่างนี้ดิมันจั๊กกะจี๋รู้เปล่า ฮ่าๆ...."จงฮยอนดิ้นเป็นคนบ้าอยู่ใต้ร่างของชางมิน คนตัวใหญ่กว่ากำลังละเลงปากกาเมจิกลงบนใบหน้าของอีกคนอย่างสนุกสนาน ไม่ได้หันมาสนใจร่างเล็กของพี่ชายที่เพิ่งเดินเข้ามา

 

 

..............พวกมันลืมไปแล้วใช่มั้ยว่าอีกปีสองปีก็จะยี่สิบกันแล้ว เล่นอะไรเป็นเด็กๆไปได้............

 

 

" ว้า ไม่กินเค้กกันเหรอเนี่ย แย่จังเลย .....พี่กินเองก็ได้ ฮิย่ะฮ่ะฮ่า"

 

 

 

"กินสิ!!!/กินๆๆ"ผละออกจากกันอย่างฉับไว ก่อนที่จะแข่งกันวิ่งไปนั่งรอที่โต๊ะอาหาร หยิบจานช้อนส้อมเรียบร้อย แถมยังรู้หน้าที่เตรียมให้พี่สองคนที่เหลืออีกต่างหาก

 

 

                จุนซูส่ายหน้าเป็นรอบที่สองของวัน ตัวก็ใหญ่แต่ทำไมสมองมันไม่รู้จักโตซักทีก็ไม่รู้ ผิดกับเขาที่ตัวไม่ยอมโตขึ้นซักที เฮ้อ........แย่จังๆ..............ถอนหายใจออกมาแล้วเดินไปยังโต๊ะอาหาร แกะถุงพลาสติกและห่อขนมทิ้งไป ก่อนที่จะจัดขนมเค้กใส่จาน

 

 

"ว้าว น่ากินจังเลยพี่จุนซู กินหล่ะนะ"จงฮยอนทำท่าจะจิ้มเค้ก แต่กลับถูกมารผจญอย่างชางมินตัดหน้าลงมือไปซะก่อน

 

 

 

"อาอ่อยอังเอย ^0^"เค้กช็อคโกแล๊ตเนื้อนุ่มถูกส่งเข้าปากของร่างสูง รสชาติของความหวานปนขมแผ่ซ่านกระจายไปทั่วทั้งปาก ความหอมอร่อยของขนมปังสดใหม่ มีแต่พี่ชายตัวเล็กของเขาเพียงคนเดียวที่ทำมันได้ดีขนาดนี้

 

 

                จงฮยอนเบะปากด้วยความไม่พอใจที่เขาไม่ได้เปิดซิง(?)เค้กคนแรก เจ้าคนตัวเตี้ยเลยหันไปเล่นงานเค้กวนิลาแทน ครีมสีขาวที่ถูกทำให้เป็นรูปดอกกุหลาบดอกเล็กๆหลายสิบดอกทำเอาน้องเล็กน้ำลายไหล และก่อนที่ชางมินจะได้สนใจ เค้กสีขาวสวยกว่าค่อนก้อนก็ลงไปอยู่ในกระเพาะของจงฮยอนเรียบร้อยแล้ว

 

 

"เฮ้ย ไอ้จง เหลือไว้ให้ฉันบ้างดิ"ร่างสูงใช้ศอกกระทุ้งสีข้างร่างโปร่งเบาๆ

 

 

"เรื่อง! ผมจะกินของผม พี่ก็กินของพี่ไปดิ"

 

 

"= = ฉันเป็นพี่แกนะเว้ย ของแค่นี้ทำหวงเหรอ"

 

 

"ก็แค่พี่ไม่แท้......หรือพี่มุดอยู่ในมดลูกแม่ผมแล้วคลานออกมาก่อนผมอ่ะ"

 

 

"ถึงไม่ได้เกิดจากแม่แกแต่ฉันก็มีเชื้อสายนะเว้ย ไม่เชื่อแกลองเจาะเลือดของฉันไปส่องดูดีเอ็นเอแล้วจะพบว่าคู่ยีนส์โลกัสที่สิบสองที่อยู่บนแอลลีนในโครโมโซมคู่ที่สิบห้ามันตรงกับของแม่แกเป๊ะเลย"

 

 

" - - " ผมคงหาเจอหรอกไอ้ของที่พี่ว่าหน่ะ"คนเป็นน้องเริ่มทำหน้ายุ่งเมื่อเห็นว่าพี่ชายของเขากำลังวกเข้าเรื่องที่มันเป็นปรปักษ์กับเกรดสมัยมัธยม

 

 

"หยุดเถียงกันได้แล้วนะทั้งสองคน ชางมินก็อย่าไปดุน้อง"คราวนี้เป็นทีของร่างสูงที่เบะบางลงบ้าง ผิดกับอีกคนที่ยิ้มทำหน้าหล่อขึ้นมาทันที

 

 

"จงฮยอนก็แบ่งพี่เขากินบ้าง ขนมมีอีกเยอะน่า"

 

 

 

 

"โห่ พี่แจก็รู้นี่ครับว่าพี่ชางมินเขากินเยอะขนาดไหน กินทีหยั่งกับหลุมดำดูด"

 

 

 

 

 

 

 

 

"ไอ้จง.....แกตายซะเถอะ!!!!"

 

 

 

 

 

                      แล้วเสียงโหวกเหวกโวยวายก็ดังขึ้นอีกครั้งในบ้านตรงกูลคิม แน่นอนมีหนึ่งชิมอยู่ในนั้น ก็อย่างที่เกริ่นกันมาแล้วนั่นแหละ แต่ละคนก็มีความคิดที่แตกต่างกันไป แล้วความรักมันจะเหมือนกันได้ไงหล่ะ

 

"เอาเค้กของผมมานี่นะ!!!"

 

เอาเถอะ......เรามาติดตามความรักของพวกเขาต่อไปดีกว่า

 

"อ๊า....หมดแล้วได้ไง!"

 

......จะรอดมั้ยนี่ชีวิต - -"

 

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++

 

ป.ล. เอ่อ หาสาระได้ที่ไหนวะ

[CSW#4] แห่นาค วัดสุทัศน์

posted on 28 Jun 2009 21:02 by chan-shinwon  in MYSTORY

 

แห่นาค วัดสุทัศน์

28.06.09

 

 

วันนี้มีงานของวงโยวาทิต

คือการไปแห่นาคที่วัดสุทัศน์เทพวราราม

เป็นปกติของทุกๆปีที่ต้องแห่

และเป็กปกติที่จะได้เป่าทรอมโบน ไม่ใช่ ทูบา อย่างเคย

 

ก็เหนื่อย แต่ก็ถือว่าดี

ได้บุญด้วย ได้ตังค์ด้วย 555

ม.6 แล้ว มีอะไรที่ทำเพื่อวงได้ก็ทำไปเถอะ

 

น่าเสียดายที่ไม่มีรูปมาโชว์

ต้องไปขออาจารย์ทีหลัง

ไว้วันไหนว่างๆจะเอามาให้ดู

 

วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องย่านเสาชิงช้ากันดีกว่า

ไหนๆก็พูดถึงเรื่องวัดสุทัศน์แล้ว

 

ทุกคนคงรู้จักเสาชิงช้าดี

 

 

แต่น้อยคนจะรู้ว่าตอนนี้เสาชิงช้าที่หน้าวัดสุทัศน์ไม่ใช่ต้นเดิม

เป็นต้นที่เขาเอามาตั้งใหม่ ส่วนต้นเดิมเอาไปเก็บรักษา

ใจจริงรู้สึกว่าของใหม่นี่ไม่สวยจริงๆนะ

คือดูเตี้ยกว่าเดิมแถมป้านแปลก

สำคัญคือเก่าเร็วมากฮะ ตอนนี้สีลอกแล้ว

ของเก่าตั้งมาเป็นร้อยๆปี ยังโทรมไม่เท่านี้เลย

 

เสาชิงช้า เดิมไว้ทำพิธีโล้ชิงช้า

ซึ่งเป็นพิธีของศาสนาพราหมณ์ฮินดู

ทำพิธีขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองที่ตั้งกรุงเทพมั้งฮะ อันนี้จำไม่ได้จริง

แต่ก็เลิกโล้ไปเพราะเขาว่าอันตรายแล้วก็เสามันเก่า

อยู่ที่โรงเรียนเขาก็เอารูปมาแปะให้ดู

เห็นแล้วอยากดูของจริงมาก

 

 

วัดสุทัศน์เทพวรารามเป็นอารามหลวง

เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 8

บวชได้ แต่ไม่สามารถใช้เป็นที่เผาศพได้นะฮะ

แถมคนที่บวชที่วัดสุทัศน์เนี่ย ต้องเส้นใหญ่พอดู

ถ้าบวชเสร็จแล้วได้อยู่ที่วัดสุทัศน์ยิ่งเส้นใหญ่ไปใหญ่

 

ในวัดสุทัศน์ก็จะมีวิหารคต

เป็นทางเดินติดกำแพงล้อมรอบโบถส์

ที่จะมีพระพุทธรูปวางเรียงกันขนาดเดียวกันปางเดียวกัน

เป็น"ปางสมาธิ"

(เคยนึกอยากเดินนับว่ามีกี่รูปแต่ขี้เกียจ - -)

 

 

ในวัดจะมีอนุสาวรีย์ของรัชกาลที่ 8 ด้วย

และในทุกๆปีโรงเรียนก็จะพานักเรียนไปวางพวงมาลา

 

ย่านเสาชิงช้านอกจากจะมีวัดสุทัศน์แล้วก็มีที่ว่าการกรุงเทพมหานคร

แล้วก็ลานคนเมือง (เป็นที่ๆจะชอบจัดกิจกรรมออกกำลังกาย

และในบางครั้งก็ขายของหรือนิทรรศการ)

 

ร้านของกิน เอ่อ.....

ก็มี ร้านมนต์นมสด (ขายขนมปังกับนมสด)

 ร้าน นันฟ้า(ร้านนี้ขายเป็ดย่างกับก๋วยเตี๋ยวเป็ด)

เท่าที่ดังก็สองร้านนี้นะคะ

ไว้วันหลังจะเอาข้อมูลมาฝาก

(วันหลังตลอด)

 

ว่างๆถ้าแวะไปย่านเสาชิงช้าก็ไปแวะตามที่ๆบอกก็ได้นะฮะ

ย่านนี้ของกินอร่อย และอุดมไปด้วยประวัติศาสตร์ - -

แถมเป็นที่ตั้งของรร.เราด้วย (ฮา)

ใครยังไม่รู้ว่ารร.อะไร ก็ลองถามคนอื่นดูแล้วกันว่า

 

"โรงเรียนหญิงล้วนที่อยู่ตรงเสาชิงช้าหน่ะมันโรงเรียนอะไร?"

 

 

ป.ล.ต้นไม้ มันโตเร็วดี - -